ยอด 7 วันอันตรายปีใหม่ ตายพุ่ง 478 ศพ เพิ่มจากปีก่อน ชลบุรีครองแชมป์ดับ

201510251547001-20120821140832-696x522

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ม.ค. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย เป็นประธานสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2560 กล่าวว่า ปภ.ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 4 ม.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” เกิดอุบัติเหตุ 340 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 52 ราย ผู้บาดเจ็บ 367 คน

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 33.53 ทัศนวิสัยไม่ดี ร้อยละ 24.71 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.23 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 63.53 บนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 43.82 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 30.00 ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยแรงงาน ร้อยละ 47.77

ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,042 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 64,647 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 596,808 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 95,432 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ สุพรรณบุรี 13 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ร้อยเอ็ด 5 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ สงขลา 15 คน

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วัน วันที่ 29 ธ.ค.59-4 ม.ค.60 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,919 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 478 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 4,128 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา ร้อยละ 36.59 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 31.31 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 81.82 รถปิคอัพ ร้อยละ 8.00 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 61.78 ถนนทางหลวงแผ่นดิน ร้อยละ 36.92 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 36.49

ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 29.24 ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยแรงงาน ร้อยละ 52.22 จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 4 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ระนอง และสตูล จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี และเชียงใหม่ 152 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ ชลบุรี 33 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ และอุดรธานี 164 คน

นายสุธี กล่าวว่า ทั้งนี้ ในช่วง 7 วัน เรียกตรวจยานพาหนะรวม 4,419,430 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี 727,438 ราย สำหรับข้อมูลปริมาณรถของศูนย์ปฏิบัติการคมนาคมพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559-4 มกราคม 2560 มีปริมาณรถบนท้องถนนทั้งขาเข้าและขาออกกรุงเทพฯ จำนวน 11,053,835 คัน เมื่อเทียบกับช่วงปกติ มีปริมาณรถ 8,765,808 คัน เพิ่มขึ้น จำนวน 2,288,027 คัน คิดเป็นร้อยละ 26.10 จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ต้องให้กำลังใจข้าราชการทุกภาคส่วนทั้งตำรวจ ทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัครทั้งหมด โดยตลอด 7 วันอันตรายเราใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมด กว่า 4,700,000 คนโดยมียานพาหนะที่สัญจรไปมาในช่วงดังกล่าวประมาณ 11 ล้านคัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก จึงเป็นสัดส่วนที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุค่อนข้างมากด้วย โดยตลอดการดำเนินงานเราได้เห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในการดำเนินงาน ซึ่งเราจะนำจุดอ่อนไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในช่วงของวันหยุดยาวเดือนเม.ย. ที่จะถึง โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ คือเมาแล้วขับซึ่งยังมีอยู่ และขับรถเร็วเกินกำหนด โดยเราต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และสร้างจิตสำนึกร่วมกัน จากนี้ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราจะต้องรีบนำมาปรับใช้เพื่อให้ทันช่วงเทศกาลสงกรานต์

ทั้งนี้ สำหรับสถิติอุบัติเหตุทางถนนปีใหม่ช่วง 7 วันที่ 29 ธ.ค.58-4 ม.ค.59 ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรวม 3,379 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 380 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 3,505 คน

น้ำท่วมเมืองคอนยังวิกฤตทุ่งสงอ่วม รางรถไฟ-ถนนจมถูกตัดขาด หนักสุดในรอบ 10 ปี

201701050943192-20021028190220-696x391เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเกิดฝนตกหนักและมีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมตลาดสดในอ.ทุ่งสง เต็มทั้งพื้นที่ โดยระดับน้ำบางจุดสูงกว่าเมตรครึ่ง โดยเฉพาะในตลาดสด ซึ่งเป็นย่านธุรกิจร้านค้าต่างๆ และสถานที่สำคัญอาทิ สถานีรถไฟชุมทางทุ่งสง, สถานีตำรวจ และที่ว่าการอำเภอ การสัญจรไปมาถูกตัดขาดทางจังหวัดต้องนำเรือออกมาใช้สัญจรในบริเวณตลาด และที่อ.ร่อนพิบูลย์ น้ำป่าได้ไหลทะลักท่วมบริเวณกว้างบนถนนสายหลักร่อนพิบูลย์-ทุ่งสง มีน้ำท่วมบนถนนสูงเกือบ 50 เซนติเมตร การสัญจรไป-มาลำบาก

ส่วนที่บริเวณรางรถไฟบ้านเขาน้อย และเขาชุมทอง อ.ร่อนพิบูลย์ น้ำท่วมจมมิดรางรถไฟไม่สามารถเดินทางได้ และที่อ.ลานสกา ซึ่งถือเป็นต้นน้ำของจังหวัดขณะนี้เกิดน้ำป่าไหลทะลักเข้าท่วมในตลาดลานสกาบนถนนสายหลักลานสกา-จันดี ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร รถยนต์ไม่สามารถสัญจรไป-มาได้เช่นกัน ขณะที่โรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่น้ำท่วมประกาศปิดการเรียนการสอนแล้ว ส่วนบรรยากาศขณะนี้ยังคงมีฝนตกหนักและท้องฟ้ามืดครึ้มตลอดเวลา สำหรับอุทกภัยครั้งนี้ถือว่าวิกฤตหนักที่สุดในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา

นายจำเริญ ทิพยพงษ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ได้สั่งการให้เปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ที่ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ โดยสั่งให้ทุกพื้นที่เน้นเรื่องของการช่วยเหลือประชาชนให้มีความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องสิ่งของบริโภคก็จะเป็นมาตรการต่อไป

“ขณะนี้ผมให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเร่งระดมกำลังพล ออกไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วนแล้วส่วน การประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ บอกได้ว่าความรุนแรงน่าจะเท่าๆกับรอบต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน และดินอุ้มน้ำทำให้เกิดน้ำป่าอะไรหลักลงมาท่วมบ้านเรือนราษฎร ซึ่งกระจายเป็นวงกว้างในเกือบทุกพื้นที่ตอนนี้เท่าที่ได้รับ ตอนนี้เท่าที่ได้รับรายงานที่มีน้ำท่วมและได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คืออำเภอทุ่งสง ชะอวด ลานสกา และอีกหลายหลายอำเภอ ซึ่งก็จะต้องลงไปสำรวจพื้นที่และให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเน้นเรื่องของความปลอดภัยของชีวิตประชาชนเป็นหลัก” นายจำเริญ กล่าว

คนแห่บริจาคเงินค่าทำศพ 3 เหยื่อรถตู้ตระกูล”เจือจาน” ยอดเงิน 7 หมื่น!!

%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%9b-1-696x392จากกรณีรถตู้มรณะ 25 ศพ ที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ครอบครัว “เจือจาน” เป็นหนึ่งในครอบครัวที่ต้องสูญเสียสมาชิกไปถึง 3 ราย คือ นางพันธ์ เจือจาน อายุ 48 ปี นางสาวสุภาพร เจือจาน หรือน้องออม อายุ 18 ปี และเด็กชายสุภกฤษ เจือจาน อายุ 2 ปี สุดสลด

โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ณัฐวดี บัวทอง ได้โพสต์ขอความช่วยเหลือครอบครัว เจือจาน ระบุว่า “ขอความช่วยเหลือหน่อยค่ะ อุบัติเหตุครั้งนี้ ผู้เสียชีวิตเป็นเพื่อนของลูกสาว ชื่อน้องออม สุดาพร เจือจาน อยู่โรงเรียนพระแม่มารี สาทร ห้อง ม.6/2 รวมเสียชีวิต 4 คน คุณพ่อไม่ได้ไปด้วย เพราะป่วยปวดขามากนั่งรถไม่ไหว ตอนนี้คุณพ่อไม่มีเงินทำศพ อยากฝากเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้องที่พอช่วยเหลือได้ ช่วยครอบครัวน้องด้วยค่ะ”

ล่าสุดคุณณัฐวดีได้โพสต์ปิดการรับบริจาค โดยระบุว่า สรุปยอดเงินโอนบัญชี 68,300 และมีเงินสดมาสบทบอีก 1,500 ซึ่งเป็นของ Kulyakorn Kulphetjitsakul ยอดรวมทั้งหมดจึงเป็น 69,800 ทางเราได้ทำการปิดยอดการโอนเวลา 9 โมง แต่มีบางท่านก็ได้โอนมาช่วยเหลืออีก เราได้ไปทำการปิดบัญชี นวพร ดอกพุฒ เรียบร้อยตามที่ได้แจ้งไว้และรูปภาพ โพสนี้คือหลักฐานว่าได้ทำการปิดบัญชีจริง และรายการของคนที่ได้โอนเข้ามาหลังจาก 9 โมง ทางเราจะทำการไลฟ์สดให้ทุกคนดูว่ามอบ ถึงมือทางครอบครัวทุกบาทแล้วจริงๆ และต้องขอโทษด้วยที่ทางเราทำการโพสต์ไม่ชัดเจนจนทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น ทางเรามีเจตนาดีที่จะช่วยครอบครัวน้องออม สุดาพร เจือจาน จริงค่ะ

คลื่นสูง 4 เมตรซัดเรือสปีดโบ๊ทล่มกลางทะเลกระบี่ ช่วยระทึก 22 นักท่องเที่ยว

%e0%b8%ab%e0%b8%ab%e0%b8%ab%e0%b8%ab%e0%b8%ab%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%81-696x392เมื่อเวลา 11.40 น วันที่ 4 ม.ค. นายไชยยันต์ ไชยคำ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยาน ที่พพ.3 (เกาะไม้ไผ่) เขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ได้รับแจ้งเหตุ เรือสปีดโบ๊ท ชื่อเรือไจแอ้น 121 ถูกคลื่นซัด อับปางลงบริเวณทางด้านทิศตะวันตกของเกาะไม้ไผ่ เบื้องต้นได้นำเจ้าหน้าที่อุทยานรีบเข้าไปช่วยเหลือโดยนำเชือกผูกห่วงยาง ให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ทั้งชายและหญิง รวม จำนวน 22 คนที่ลอยคออยู่ในทะเล เกาะและไต่ขึ้นฝั่ง ได้อย่างปลอดภัยโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ส่วนเรือลำดังกล่าวได้จมลงทะเล

สอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุเรือลำดังกล่าว มีนายคมกริช อรุณเดช อายุ 30 ปี เป็นนายท้ายเรือ ได้เดินทางมาจากเกาะภูเก็ต พานักท่องเที่ยวชาวจีน 22 คนมาเที่ยวที่เกาะไม้ไผ่ จากนั้นก็พานักท่องเที่ยวเดินทางมุ่งหน้าไปเกาะพีพีเพื่อไปทานอาหารเที่ยง แต่หลังจากเรือออกไปได้ประมาณ 5 นาทีก็ถูกคลื่นสูงประมาณ 4 เมตรซัดเข้าลำเรือทำให้เรือล่ม ก่อนที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการช่วยเหลือขึ้นที่เกาะไม้ไผ่ได้อย่างปลอดภัย ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานเรือมารับนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งเพื่อไปรับประทานอาหาร เพราะนักท่องเที่ยวทั้งหมดยังไม่ได้ทานอาหารเที่ยง ซึ่งขณะนี้ที่เกาะไม้ไผ่ยังมีคลื่นลมแรงคลื่นสูง 3-4 เมตร เจ้าหน้าที่ได้ปักธงแดงห้ามเรือเข้าพื้นที่เสี่ยง เกรงจะได้รับอันตราย

ขณะเดียวกันเวลา 12.10 น.วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดรพรัตนารา-หมู่เกาะพีพี ได้รับแจ้งเรือหางยาวนำเที่ยว A69 ถูกคลื่นซัดเรือกระแทกหินท้องเรือแตก เครื่องยนต์ดับกะทันหัน ที่บริเวณใกล้ๆเกาะหม้อ เขตอทุยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 6 คนที่มากับเรือต้องลอยคอกลางทะเล จนท.อุทยานฯ ประจำศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารทะเลแหวกได้นำเรือยางเข้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเข้าฝั่งที่เกาะไก่ ปลอดภัยทุกคน ส่วนเรือจมทะเล

เสี่ยใหญ่โมโหวัยรุ่นขับปิกอัพเปิดเพลงดัง โบกให้จอดแล้วชักปืนรัวยิงตาย 1 เจ็บอีก 6

12211-696x392เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 3 ม.ค. นายชาตรี จันทร์วีรชัย นายอำเภอกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เดินทางไปที่ ร.พ.กุยบุรี เพื่อสอบสวนเหตุกลุ่มวัยรุ่นถูกยิงด้วยอาวุธปืนได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนหลายราย เหตุเกิดบริเวณบ้านเขาขวาง หมู่ 9 ต.กุยเหนือ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบกลุ่มเด็กวัยรุ่นจำนวน 7 รายถูกยิงด้วยอาวุธปืน สันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่าเป็นขนาด 9 ม.ม.และเสียชีวิตแล้ว 1 ราย

ทราบชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย นายสราวุธ แกมไทย อายุ 25 ปี น.ส.ทิพย์สลาลี แกมไทย อายุ 24 ปี นายศิริวัฒน์ แกมไทยอายุ 16 ปี น.ส.สาวิตรี คีรีนิล อายุ 25 ปี นายกรวิชญ์ พิมพ์ศักดิ์ อายุ 18 ปี นายเกรียงไกร แต้ประเสริฐ อายุ 21 ปี ถูกยิงเข้าบริเวณลำตัวและศีรษะอาการสาหัส ส่วนผู้เสียชีวิตคือ นายราเชนทร์ ปราชญ์เปรื่อง อายุ 19 ปี

นายธนกิต แกมไทย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ตำบลกุยเหนือ ให้การว่า ช่วงหัวค่ำ นายสราวุธ แกมไทย ลูกชายผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์กระบะติดเครื่องเสียงเปิดเพลงเข้าไปส่งญาติในหมู่บ้าน และวิ่งผ่านบ้านนายธนโชติ เย็นใจ เจ้าของแพกุ้งโชคศิริชัย ระหว่างขากลับออกมาจากหมู่บ้าน คาดว่าถูกเรียกให้จอดแล้วจ่อยิง พอเสียงปืนดังขึ้นกลุ่มเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามเข้าไปดู ก็ถูกยิงเรียงตัวจนหมดแม็ก นอนบาดเจ็บจมกองเลือดอาการสาหัสเกลื่อนบริเวณที่เกิดเหตุ บางคนถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ลำตัว แขนและขา อาการสาหัส หลังจากนั้นผู้ก่อเหตุได้พาครอบครัวหลบหนีไป

ต่อมาพ.ต.อ.สุชิน กิจกสิกร ผกก.สภ.กุยบุรี พร้อมด้วยร.ต.อ.บัญชา สุขกรง พงส.สภ.กุยบุรี ประสานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิหลวงพ่อในกุฏิวัดกุยบุรี ร่วมเข้าให้ความช่วยเหลือนำส่งร.พ.กุยบุรี เพื่อให้แพทย์ดำเนินการรักษาและช่วยชีวิตในเบื้องต้น ก่อนที่จะทยอยนำส่งต่อโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเกรงไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงฝากถึงเจ้าหน้าที่ให้ช่วยรีบดำเนินการจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น เพราะถือว่ากระทำการอุกอาจโหดร้าย

จากการสอบสวนผู้บาดเจ็บทราบว่า ก่อนเกิดเหตุวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา นายสราวุธ แกมไทย และเพื่อนได้เปิดเพลงในรถปิกอัพส่งเสียงดัง ทำให้หลานชายนายธนโชติ หรือเสี่ยน้อย ไม่พอใจจนเกิดมีปากเสียงและชกต่อยกัน ซึ่งหลานเสี่ยน้อยกล่าวอาฆาตว่า “แล้วพบกัน”

กระทั่งคืนวันที่ 2 เวลาประมาณ 20.30 น. เสี่ยน้อยมาดักรอบริเวณริมถนนเลียบชายทะเลสายโพธิ์เรียง-ทุ่งน้อย เมื่อกลุ่มนายสราวุธขับปิกอัพและจยย.ผ่านมา เสี่ยน้อยได้เอาปืนโบกให้รถหยุด แล้วเกิดการทะเลาะเสียงดัง เสี่ยน้อยใช้ปืนจ่อยิงนายราเชนทร์ ปราชญ์เปรื่อง หรือป๊อบ อายุ 19 ปี หลานชายของผู้อำนวยการโรงเรียนกุยบุรีวิทยาเสียชีวิต ก่อนจะยิงเพื่อนๆของนายราเชนทร์ที่วิ่งตามมาช่วยอีก 6 คนได้รับบาดเจ็บ เป็นผู้ชาย 4 ผู้หญิง 2 คน

นายอำเภอกุยบุรี ได้รายงานให้ ดร.ทวี นริสศิริกุล ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ ทราบเหตุการณ์เบื้องต้นเนื่องจากเป็นคดีอุจฉกรรจ์สะเทือนขวัญพี่น้องประชาชน พร้อมกับหารือร่วมกับ พ.ต.อ.สุชิน กิจกสิกร ผกก.สภ.กุยบุรี และพนักงานสอบสวน เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด ขณะนี้ทราบว่าเสี่ยน้อยได้พาครอบครัวหลบหนีออกจากกุยบุรีไปแล้ว พร้อมประสานให้กำนันผู้ใหญ่บ้านภายในพื้นที่ อ.กุยบุรี ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบหาแจ้งข่าวหรือจับกุมตัวเสี่ยน้อยมาดำเนินคดีด้วย

สังคมสลด! เจอทารกแรกเกิดถูกทิ้งข้างเครื่องซักผ้า ปล่อยให้นอนหนาวนาน 3 ชม.

mk-696x392เมื่อเวลา 04.00น.วันที่ 2 ม.ค. ร.ต.อ.ชัยหาญ พิมพ์จันทร์ ร้อยเวรสภ.มาบตาพุด ระยอง ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยหลวงปู่ทิม อิสริโก มาบตาพุด ว่าพบทารกถูกนำมาทิ้งไว้ข้างเครื่อซักผ้าหยอดเหรียญหน้าห้องเช่ากลางซอย 6 ตลาดมาบตาพุด ต.มายตาพุด อ.เมืองระยอง จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

เมื่อไปถึงพบชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังยืนมุงกันอยู่ที่บริเวณหน้าร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ จึงเข้าไปตรวจสอบพบทารกเพศชายอายุราว 3 สัปดาห์ ถูกวางไว้กับพื้นข้างเครื่องซักผ้า ห่มด้วยผ้าขนหนูสีฟ้า

สภาพเด็กสวมเสื้อผ้าสีขาวตัวเย็นเพราะอากาศที่หนาวเย็น คาดนำมาทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 3 ชม. ข้างตัวเด็กพบถุงกระดาษวางอยู่ภายในพบนมผง 1 กระป๋อง และผ้าอ้อม 1 ห่อ จึงรีบประสานแพทย์เวร รพ.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ มาบตาพุด มารับตัวไปดูแลและตรวจสภาพร่างกาย ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

จากการสอบถามผู้พบเด็กทารกดังกล่าวเปิดเผยว่า ตนเพิ่งกลับจากทำงานและกำลังจะเข้าบ้านพักที่อยู่ติดกับร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ก็ตกแปลกใจเพราะหันไปเห็นห่อผ้าและถุงกระดาษวางไว้ จึงเข้าไปตรวจสอบก็ต้องตกใจกับภาพของเด็กทารกที่นอนแน่นิ่ง ไม่มีเสียงร้อง จึงรีบอุ้มเด็กขึ้นมาก็พบว่ายังมีชีวิตอยู่ จึงได้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อให้มาข่วยเหลือทันที ชาวบ้านใกล้เคียงที่มามุงดูต่างโล่งใจที่เด็กปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นคาดคงเป็นเด็กวัยรุ่นที่ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ จึงนำลูกในไส้ทิ้งไว้โดยไม่คิดว่าจะเกิดอันตรายต่อเด็ก เตรียมตรวจสอบกล้องวงจรปิดรอบบริเวณเพื่อหาตัวคนที่นำเด็กทารกมาทิ้งมาดำเนินคดีต่อไป

ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างวิจารณ์พฤติกรรมของคนที่นำลูกมาทิ้ง โดยไม่สนใจตอกาศที่หนาวเย็น หากไม่มีใครมาพบเด็กอาจเสียชีวิต โดยชาวบ้านยังเรี่ยไรเงินเป็นค่านมให้เด็กจำนวนหนึ่งด้วย

สาวสวยวัย25ปีน้อยใจแฟนหนุ่มหนีไปฉลองปีใหม่ คว้าปืนยิงตัวตายสยองคาบ้านหรู

%e0%b8%ab%e0%b8%ab%e0%b8%ab%e0%b8%ab%e0%b8%ab-696x392เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 1 ม.ค.2560 ร.ต.อ.สนธิชัย ชูเชิด พนักงานสอบสวน สภ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งมีคนใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตภายในบ้านเลขที่ 74 ม.6 ต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี จึงรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบ พร้อมทั้งประสานไปยังแพทย์เวรโรงพยาบาลบ้านแหลม ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเพชรบุรี มูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถานเพชรบุรี พร้อมนำกำลังรุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านหลังใหญ่หรูหรา 2 ชั้น ภายในห้องรับแขก พบผู้เสียชีวิตนอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นที่ ทราบชื่อคือน.ส.หทัยชนก กลิ่นทอง อายุ 25 ปี ชาวอ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ใกล้กันพบอาวุธปืนไม่ทราบชนิด ตกอยู่ที่พื้นใกล้เคียงศีรษะจำนวน 1 กระบอก

จากการสอบถามญาติของผู้เสียชีวิตเล่าให้ฟังว่า ผู้ตายอยู่กินกับแฟนหนุ่มจนมีลูกชายตัวเล็กๆด้วยกัน 1 คน ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้มีปากเสียงกับแฟนหนุ่มเรื่องที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ อีกทั้งเมื่อคืนที่ผ่านมาแฟนหนุ่มได้ออกไปเที่ยวสถานบันเทิงฉลองปีใหม่โดยที่ไม่ชวนผู้เสียชีวิต ซึ่งคาดว่าอาจจะเกิดอาการน้อยใจแฟนหนุ่ม จึงคิดสั้นใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตดังกล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเชิญตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาทำการสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงในการก่อเหตุในครั้งนี้ ส่วนศพของผู้เสียชีวิตได้มอบให้กับญาติรับไปดำเนินการตามศาสนาต่อไป

หนุ่มขี่จยย.พ่วงข้างพุ่งตกคลอง จนท.ไปช่วยถึงผงะ! เจอหัวจระเข้ถูกตัดเกือบ100หัว

0itg-h-696x392 เมื่อเวลา 00.30 น. ของวันที่ 2 ม.ค. 60 ร.ต.อ.วชิรวิทย์ จันทนา รอง สว.(สอบสวน) สภ.เกษไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเสียหลักตกคลอง โดยที่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวบรรทุกหัวจระเข้จำนวนเกือบ 100 หัวมาด้วย เหตุเกิดภายในคลองชลประทาน ริมถนนสายอ่างทอง-สิงห์บุรี (สายเก่า) หมู่ที่ 3 ต.ไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมนักวิทยุสมัครเล่นกู้ภัยจังหวัดอ่างทอง

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีแดง-ดำ ดัดแปลงเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ร่วงลงไปในคลองชลประทาน โดยมีนายกิตติ สุวรรณภา อายุ 26 ปี เป็นผู้ขับขี่

แต่ที่ต้องทำเอาผู้คนตกใจก็เมื่อพบว่ารถจักรยานยนยต์พ่วงข้างคันดังกล่าวได้บรรทุกซากหัวจระเข้หัวเขื่อง ประมาณ 80 หัวมาด้วย โดยหัวจระเข้กระเด็นร่วงกระจัดกระจายอยู่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยกันเก็บและนำขึ้นมาบนถนน ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามถึงที่มาที่ไป นายกิตติไม่สามารถให้การได้กระจ่างชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้ขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่บรรทุกหัวจระเข้ ไปตรวจสอบยัง สภ.เกษไชโย

จากการสอบสวนนายกิตติ กล่าวว่า หัวจระเข้ดังกล่าวนั้น เป็นของเพื่อนของตนที่เป็นสาวประเภทสอง ชื่อ นายสุนันทา เอี่ยมประไพ อายุ 30 ปี โดยนายสุนันทานำมาจากฟาร์มจระเข้แห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี เพื่อจะนำมาสตาร์ฟขาย โดยหัวจระเข้ที่เห็นนี้ได้มาก่อนหน้านี้แล้วเกือบเดือน เมื่อได้มานายสุนันทาก็นำไปดองไว้ที่บ้าน และวันนี้จะนำออกมาตากแดด

“แต่ปรากฏว่ากลิ่นมันเหม็นแรง บ้านของนายสุนันทานั้นอยู่ในแหล่งชุมชน หาที่ตากไม่ได้ จึงได้โทรมาหาผมให้มานำหัวจระเข้ไปตากไว้ที่บ้านของผมแทน เนื่องจากนายสุนันทาเห็นว่าบ้านของผมนั้นอยู่ห่างไกลจากชุมชน แต่ระหว่างทางที่ขี่รถจักรยานยนต์มาได้มีตัวเงินตัวทองวิ่งมาตัดหน้า ทำให้รถนั้นเสียหลักตกลงไปในคลองดังกล่าว”

ด้านนายสุนันทา กล่าวว่า หัวจระเข้ทั้งหมดนี้เป็นของตนจริง ตนมีความชอบจระเข้และชอบของแปลก ๆ และตนได้เข้าไปตามเฟซบุ๊ค จนไปเจอกับนายกิตติพงษ์ จารุธานินทร์ ที่มีอาชีพขายปลาอยู่ที่สวนจตุจักร โดยนายกิตติพงษ์นั้นรู้จักฟาร์มที่ทำจระเข้ส่งออก และได้ประสานเรื่องหัวจระเข้ให้กับตน ตอนแรกตนจะเอามาแค่นิดเดียว แต่ทางฟาร์มบอกว่าให้เอาไปให้หมด ตนจึงได้ไปรับมา และนำกลับมาดองเกลือไว้ในโอ่ง

“พอถึงกำหนดจะนำออกมาตาก เมื่อเปิดโอ่งออกปรากฏว่ากลิ่นหัวจระเข้ที่ตนดองไว้นั้น ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง ตนไม่กล้าตากไว้ที่บ้าน เพราะกลัวชาวบ้านจะมาว่าเอาได้ ตนเห็นว่าบ้านของนายกิตตินั้น อยู่ห่างไกลชุมชน จึงได้ให้นายกิตติมาเอาหัวจระเข้ไปตากที่บ้าน ตอนแรกจะเอาไปตอนกลางวัน แต่เกรงว่าคนอื่นเห็นแล้วจะตกใจ จึงให้ขนตอนกลางคืน แต่ก็ยังขนไปไม่ถึงที่ รถกลับมาเสียหลักตกคลองเสียก่อน”

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ติดต่อคุยกับนายกิตติพงษ์ ซึ่งทางนายกิตติพงษ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า หัวจระเข้ดังกล่าวนั้น มาจากฟาร์มจระเข้ที่ถูกต้องตามกฎหมายที่เลี้ยงไว้เพื่อจำหน่าย โดยตนนั้นมีหน้าที่แค่ประสานติดต่อให้ ส่วนการได้มาอย่างไรนั้นให้ทางนายสุนันทาและฟาร์มพูดคุยกันเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ในส่วนเรื่องคดีความจะถูกหรือผิดนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนความถูกต้องของฟาร์มดังกล่าว ว่ามีจริงตามที่พูดหรือไม่ ส่วนเรื่องความผิดเรื่องของการขนย้ายหัวจระเข้ซึ่งถือว่าเป็นซากสัตว์นั้น จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 และแก้ไขฉบับเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2542 ในหมวดที่ 4 ว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์และซากสัตว์หรือไม่ หากมีความผิดจริงก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนนายรุ่งศักดิ์ จีนขจร เจ้าหน้าที่สมาคมนักวิทยุสมัครเล่นกู้ภัยจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า ระหว่างที่ตนนั่งปฏิบัติงานอยู่ที่จุดให้บริการประชาชน ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเสียหลักตกคลอง ตนจึงได้นำกำลังออกไปให้การช่วยเหลือ โดยเมื่อไปถึงก็ต้องผงะและตกใจกันเป็นแถว เนื่องจากในที่เกิดเหตุนั้นนอกจากรถจักรยานยนต์พ่วงข้างจะตกลงไปในคลองแล้ว รถดังกล่าวยังได้บรรทุกหัวจระเข้มาด้วยอีกเต็มคัน นับโดยประมาณได้ประมาณ 80 หัว ซึ่งตนทำเหตุมาก็เยอะ ก็เพิ่งเจอรถจักรยานยนต์พ่วงข้างขนหัวจระเข้นี่แหละ แต่พวกตนก็ได้ช่วยนำขึ้นมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ และให้นำไปตรวจสอบที่มาที่ไปยังโรงพัก

มีแต่รวย กับ รวย “เลี้ยงปลาช่อนในบ่อซีเมนต์” ลงทุน 1,500 กำไร 72,000 บาทต่อเดือน!!

8150925a4โดยวิธีการทำเริ่มจากเตรียมบ่อซีเมนต์หลายขนาด จากนั้นหาลูกปลาช่อนขนาดตัว 1-2 นิ้ว มาเลี้ยง ระยะนี้ให้ใช้อาหารชนิดผงของปลาดุกเล็กมาปั้นก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือ 2-3 ก้อน ให้เป็นอาหาร สัปดาห์ต่อมาควรฝึกให้กินจิ้งหรีดตัวเล็กๆ เมื่อลูกปลาอายุ 1 เดือน จะย้ายปลาช่อนลงบ่อเลี้ยงขนาด 5?10 เมตร จำนวนบ่อละ 2,000 ? 3,000 ตัว ให้ใช้หอยเชอรี่มาต้มทั้งตัว และแคะเอาแต่เนื้อหอยมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปใส่ในบ่อ ช่วงนี้กรณีมีจิ้งหรีดไม่เพียงพอ ให้ใช้หอยเชอรี่มาต้มทั้งตัว และแคะเอาแต่เนื้อหอยมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำไปให้ปลาช่อนกิน โดยประมาณ 15 วัน จะต้องทำความสะอาด และเปลี่ยนถ่ายน้ำ

ทั้ง นี้ ตลอดระยะเวลาช่วงเลี้ยง 8-9 เดือน ซึ่งตัวรุ่นเล็ก 2,500 ตัว จะได้น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1,200 กิโลกรัม จะขายกิโลกรัมละ 60 บาท เป็นอย่างต่ำ รวมแล้วเป็นเงิน 72,000 บาท การลงทุนหากไม่คิดค่าบ่อ คิดแต่ค่าอาหารช่วงปลาเล็กๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ใช้แรงงานในครัวเรือนแล้วใช้เงินประมาณ 1,500บาท/รุ่น ซึ่งก็ทำให้มีกำไรสูงมาก ถ้าเลี้ยงหมุนเวียนประมาณ 3 บ่อ ก็จะมีรายได้เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ปลาช่อนยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่ขายได้ทุกขนาด และเป็นที่ต้องการของตลาดมาก ยิ่งน้ำหนักตัวละ 8-9 ขีด ไปจนถึง 1กิโลกรัม จะได้ราคาดี อยู่ที่กิโลกรัมละ70-80 บาท หากนำปลาช่อนไปเผา จะขายได้ตัวละ 90-100 บาท โดยปลาช่อนที่มีขนาดเล็ก ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท แต่หากแปรรูปเป็นปลาเค็ม และปลาช่อนแดดเดียว จะอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 120 บาท เลยทีเดียว

‘บ้านปากเเก่ง’ เเหล่งผลิตน้ำตาลอ้อยสูตรสุโขทัย เบื้องหลังความอร่อยของขนมไทยโบราณ

untitled-1_133บ้านปากเเเก่ง สุโขทัย เป็นเเห่งผลิตน้ำตาลอ้อยสูตรโบราณ ที่นับวันยิ่งจะหารับประทานได้ยากขึ้นทุกที โดยนิยมนำไปทำขนมไทยต่างๆ อาทิ พุทรากวน เป็นต้น

ที่ ม.3 บ้านปากแก่ง ต.เกาะตาเลี้ยง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ที่นี่เป็นแหล่งผลิตน้ำตาลอ้อยสูตรโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ไม่กี่ราย เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตที่ดูไม่ยาก แต่ต้องใช้ทั้งกำลังคนและใช้เวลาการทำแต่ละขั้นตอน ต้องตื่นแต่ตี 3 เพื่อมาเตรียมวัสดุในการผลิต ซึ่งยากที่สุดอยู่ที่การกวนน้ำอ้อยให้เหนียวและข้นจนเป็นน้ำตาลอ้อย

นางระเบียบ เจริญรอบ อายุ 56 ปี ผู้สืบทอดกรรมวิธีทำน้าตาลอ้อย จากรุ่นสู่รุ่นมานานกว่า 30 ปี เล่าว่า ทางครอบครัวจะเริ่มทำการผลิตน้ำตาลอ้อยในช่วงเดือนธันวาคม ถึงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตอ้อยโตเต็มที่สามารถให้น้ำอ้อยได้จำนวนมาก

โดยครอบครัวปลูกอ้อยไว้ 20 ไร่ และจะเริ่มทยอยตัดอ้อยในช่วงเดือนธันวาคม จนถึงเดือนเมษายน อ้อนที่ปลูกไว้ก็จะหมดพอดี จากนั้นจะนำอ้อยที่ตัดได้ในแต่ละวัน มาหีบหรือคั้นเป็นน้ำอ้อย และนำน้ำอ้อยมากกวนจนเหนียว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชม. กว่าน้ำอ้อยจะเหนียวได้ที่ และจะทำการผสมแบะแซเพื่อเพิ่มความเหนียวของน้ำอ้อย

และนำออกจากเตามากวนนอกเตาให้เย็น เริ่มเป็นน้ำตาลอ้อยสีน้ำตาลอ่อน และนำมาหยอดเป็นก้อนเล็กๆ รอจนน้ำตาลอ้อยเย็นและแห้ง จึงเก็บใส่ถุง โดยจะใส่ถุงละ 10 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 30 บาทหรือถุงละ 300 บาท ซึ่งรายได้หักค่าใช้จ่าย จะได้กำไรครึ่งต่อครึ่ง โดยจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงที่แหล่งผลิต นำไปขายต่อยังจังหวัดในภาคอีสานและในจังหวัดสุโขทัย

สำหรับน้ำตาลอ้อยที่นิยมใช้ในจังหวัดสุโขทัย นิยมนำไปใช้ทำขนม โดยเฉพาะพุทรากวนที่จะออกมาในช่วงปีใหม่นี้ น้ำตาลอ้อยที่ บ้านปากแก่ง ต.เกาะตาเลี้ยง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย จะขายดีมากจนทำแทบไม่ทัน สำหรับท่านที่ผ่านไปยังบริเวณ ม.3 บ้านปากแก่ง ต.เกาะตาเลี้ยง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย จะเห็น 2 ข้างทาง มีชาวบ้านกำลังก่อไปต้มน้ำตาลอ้อย สามารถแวะเข้าไปชมขั้นตอนการผลิต และช่วยกันอุดหนุนน้ำตาลอ้อยสด หอมหวานกันได้ในช่วงเช้าถึงบ่ายทุกวัน