บรูไนกับจีนในมิติใหม่

“…จีนกำลังให้ข้อเสนอกระตุ้นเศรษฐกิจบรูไนในกรอบ Belt and Road Initiatives…”
หากใครติดตามความเคลื่อนไหวในภูมิภาคอาเซียนจะมีความรู้สึกอย่างน้อยสองอย่าง
อย่างแรกคือ บรูไนประเทศเล็กๆ

adicecei.com แต่ร่ำรวยของอาเซียนต้องได้รับการกระตุ้นทางเศรษฐกิจด้วยหรือ

อย่างที่สองคือ เป็นเรื่องใหม่ปนเหลือเชื่อว่ายุทธศาสตร์ใหญ่แห่งศตวรรษที่ 21 ของสาธารณรับประชาชนจีนที่เรียกว่า ข้อริเริ่มแถบและถนน (Belt and Road initiatives) ที่ครอบคลุมยูเรเซียถึง 65 ประเทศจะมีบรูไนของอาเซียนด้วยหรือ

บรูไนในอดีต
บรูไนเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปกครองโดยระบอบสุลตาน เป็นประเทศมุสลิม เป็นประเทศเล็กๆ แต่ร่ำรวยมากจากทรัพยากรธรรมชาติคือ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
แต่เมื่อบรูไนได้รับเอกราชจากอังกฤษในช่วงกลางทศวรรษ 1980 แล้ว ถึงแม้บรูไนจะร่ำรวยด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากแค่ไหน แต่ผู้นำของบรูไนก็ได้ดำเนินการอยู่ 2 อย่างพร้อมๆ กัน กล่าวคือ ผู้นำของบรูไนรู้ว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ประเทศของตนมีมาก แต่ก็มีวันหมดสิ้นและย่อมได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนได้ด้วย

ดังนั้น ผู้นำบรูไนจึงมีนโยบายสำรองแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งลดการพึ่งพาแหล่งรายได้ของตนจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ดยนำเงินทุนจำนวนหนึ่งไปลงทุนในตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ในต่างประเทศ ทั้งในอังกฤษและยุโรป อีกทั้งบรูไนยังลงทุนธุรกิจกิจการโรงแรมในสิงคโปร์ เป็นต้น
อย่างที่สองที่สำคัญคือ บรูไนเห็นว่าตนเป็นประเทศเล็ก จึงให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน และก็มีบทบาทสำคัญด้านภูมิภาคเสมอมา ทั้งเคยเป็นประธานอาเซียนและบรูไนยังเสนอประเด็นวาระเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในการประชุมอาเซียนอีกด้วย

ทว่า ช่วง 3 ปีแห่งภาวะตกต่ำของราคาน้ำมันในตลาดโลก ได้ส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจบรูไน จนมีผลต่อรายได้ประชาชาติของประเทศ ในขณะที่ประเทศเอเชียตะวันออกทั้งหลายกลับมีเศรษฐกิจที่เติบโต
จนกระทั่งมีการวิจารณ์ว่า บรูไนกำลังออกจากอุตสาหกรรมน้ำมันที่ประเทศบรูไนได้เคยดำเนินมามากกว่า 80 ปี
ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของบรูไนมีถึง 2.5% ในปี 2016 อีกทั้งภาวะถดถอยนี้ยังคงเป็นไปเรื่อยๆ พลังงานอันเป็นรายได้ของประเทศราว 60% ของ GDP คือมูลค่า 11.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา รัฐบาลบรูไนขาดรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ