น้ำยาอุทัย ดื่มและทานานๆ มีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่?

Sweet Thai herbal drink in a bowl

ไม่แน่ใจว่าเด็กสมัยนี้จะรู้จัก “น้ำยาอุทัย” กันอยู่หรือเปล่า น้ำแดงๆ หยดลงน้ำเย็น กลิ่นหอมชื่นใจ ยิ่งใครได้ดื่มจากขันที่มีน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ลอยอยู่ด้วยล่ะก็ บอกเลยว่าหลายคนมีฟิน แต่ของแบบนี้จะเรียกว่า “ไม่รัก ก็เกลียดไปเลย” ได้เหมือนกัน เพราะบางคนขอบาย แค่ได้กลิ่นก็เวียนหัวแล้ว

นอกจากน้ำยาอุทัยมีไว้ผสมน้ำดื่มแล้ว ยังมีวัยรุ่นบางคนที่อยากมีปากแดงๆ แก้มแดงอมชมพู นำน้ำยาอุทัยมาทาปากทาแก้มแทนเครื่องสำอางปกติอีกด้วย เรียกได้ว่าประโยชน์คูณสองจริงๆ

แต่…. ใครก็ตามที่ทั้งดื่ม ทั้งทา ทั้งติดใจเจ้าน้ำยาสีแดงๆ นี้เป็นเวลานานๆ อาจกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ทาปากทาแก้มแล้ว ปากจะดำ แก้มจะเป็นฝ้าเป็นกระหรือเปล่า

ก่อนอื่นต้องมาดูก่อนว่า น้ำยาอุทัย มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

ส่วนประกอบของน้ำยาอุทัย

1. ฝาง
ส่วนประกอบหลักของน้ำยาอุทัย ที่ทำให้น้ำยาอุทัยเป็นสีแดง ฝางช่วยบำรุงโลหิต บางคนต้มน้ำดื่มเพื่อช่วยให้ประจำเดือนมาตามปกติด้วย

2. ดอกพิกุล
ให้รสเย็น ช่วยลดไข้ บำรุงหัวใจ แก้เจ็บคอ และลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

3. ดอกมะลิ
ให้รสเย็นชื่นใจเช่นเดียวกัน บำรุงหัวใจ แก้ร้อนในกระหายน้ำ

4. หญ้าฝรั่น
หญ้าฝรั่นช่วยลดไข้ บำรุงเลือด บำรุงธาตุ และเป็นยาชูกำลัง

5. ดอกสารภี
แม้ว่าดอกสารภีจะมีรสขม แต่ก็ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร และบำรุงหัวใจ

6. ดอกบุนนาค
ดอกบุนนาคเป็นอีกส่วนผสมที่มีรสขมนิดๆ ช่วยลดไข้ ขับลม แก้ตาพร่ามัว บำรุงธาตุ บำรุงโลหิตและบำรุงหัวใจ

7. ดอกคำฝอย
ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด

เกิดหลุมยุบขนาดใหญ่กลางถนนในเท็กซัส กลืนรถ 2 คัน คร่าผู้ช่วยนายอำเภอหญิงดับ

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqymy8ymte2mtayl1vudgl0bgvkltfjb3b5lmpwzwสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา เกิดหลุมยุบขนาดใหญ่กลางถนนในเมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีรถยนต์ 2 คัน ตกลงไปและส่งผลให้ผู้ช่วยนายอำเภอหญิงคนหนึ่งเสียชีวิตอยู่ในรถยนต์ที่ตกลงไปในหลุมนั้น ซึ่งมีน้ำขังในหลุมเป็นจำนวนมาก ส่วนรถยนต์ที่ประสบเหตุอีกคัน พลเมืองดีสามารถเข้าช่วยเหลือชาย 2 คน ที่ประสบเหตุขึ้นมาจากหลุมนั้นได้ โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ก่อนที่หน่วยดับเพลิงจะนำตัวส่งโรงพยาบาล

โดยสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส ของสหรัฐฯ รายงานว่า ผู้ช่วยนายอำเภอหญิงที่เสียชีวิตคนดังกล่าวชื่อ นางโดรา ลินดา นิชิฮาระ อายุ 69 ปี เป็นผู้ช่วยนายอำเภอหญิงของสำนักงานนายอำเภอบีซาร์ (เบย์ร) ขณะเกิดเหตุเธออยู่ในช่วงลาหยุด

ทั้งนี้ โฆษกหน่วยดับเพลิงเมืองซาน อันโตนิโอ เผยว่า หลังทางหน่วยได้รับแจ้งเหตุได้รีบไปที่เกิดเหตุและพบหลุมยุบขนาดใหญ่ลึกราว 4 เมตร กินพื้นที่ขวางถนนทั้ง 2 เลน และพบว่าท่อน้ำใต้ดินบริเวณนั้นแตกหัก หลังก่อนหน้านี้มีฝนตกหนัก จึงทำให้ในหลุมมีน้ำท่วมขังสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้รถเครน ยกรถยนต์ทั้ง 2 คันขึ้นมา

สุขภาพดีขึ้นทันตา เมื่อดื่มน้ำ “ถูกปริมาณ ถูกเวลา”

No matter how you say it, you've got to take a side. Either the focus will be what's in the glass or what's not in the glass.

ดื่มน้ำอย่างไร ให้สุขภาพดี

– ตื่นนอนตอนเช้าควรจะดื่มน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา และอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกาย จึงไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง หรืออาจเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้องก็ได้ ควรดื่ม 1-3 แก้วให้ได้อย่างต่ำ 500-750 มิลลิลิตร ช่วงเวลาหลังตื่นนอนเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง ร่างกายและเลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ และเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย

– 15 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร และหลังทานอาหาร 30 นาที ทั้ง 3 เวลานี้ ดื่มน้ำรวมกันทั้งหมดไม่ควรเกินครึ่งแก้ว เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไประหว่างทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารร่างกายย่อยอาหารได้ไม่ดี

– ช่วงเวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 แก้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป

– ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำทีละนิด แบบจิบทีละ 2 – 3 อึก จิบบ่อยๆ ดีกว่าการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย

– ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1-2 แก้ว ให้มากกว่า 250 มิลลิลิตร เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

1. ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้ดีขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันเรื่องริ้วรอยและผิวแห้งกร้าน

2. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย

3. ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย

4. ช่วยให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น

5. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่

6. ข้อต่อต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

7. ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

8. ช่วยให้อวัยวะภายในร่างกายต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หัวใจ ไต เป็นต้น

9. ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำคือสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ต้องการมากที่สุด เป็นยารักษาโรคที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น และป้องกันโรคภัยต่างๆ เราจึงควรหันมาใส่ใจกับการดื่มน้ำให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพักผ่อน การทานอาหาร และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ

เตือน! ใช้ “ทิชชู่เปียก” ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด

ahr0cdovl3azlmlzyw5vb2suy29tl2hllzavdwqvms81ndezl3rodw1ix3dldf90axnzdwvzlmpwzwสำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย สุ่มตรวจ “ทิชชู่เปียก” พบ 2 ตัวอย่าง ไม่ผ่านมาตรฐานด้านจุลชีววิทยา มีจำนวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และรา เกินมาตรฐาน

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเช็ดทำความสะอาดชนิดเปียก จัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยนิยมใช้กันมากขึ้น เนื่องจากสามารถใช้เช็ดทำความสะอาดได้ดีและสะดวก แต่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเช็ดทำความสะอาดชนิดเปียกนั้น จัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม และมีข้อมูลจาก USFDA เรียกเก็บผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดแบบเปียกบางยี่ห้อคืนจากท้องตลาด เนื่องจากพบจุลินทรีย์ในกลุ่ม Pseudomonas ปนเปื้อน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย จึงสุ่มเก็บตัวอย่างยี่ห้อต่างๆ ที่จำหน่ายในท้องตลาด ในราคาระดับตลาดล่างถึงระดับกลาง จากแหล่งผลิตทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2559 จำนวน 44 ตัวอย่าง 254 รายการ ผลการสำรวจคุณภาพด้านจุลชีววิทยาพบว่าทุกตัวอย่าง ไม่พบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรคทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ Staphylococcus aureus , Pseudomonas aeruginosa , Candida albicans และ Clostridium spp. แต่พบ 2 ตัวอย่าง ไม่ผ่านมาตรฐานด้านจุลชีววิทยา เนื่องจากมีจำนวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ที่เจริญโดยใช้อากาศมากกว่า 1,000 cfu/g ซึ่งอาจมีสาเหตุจากกระบวนการผลิตไม่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงขั้นตอนการเตรียมและเก็บรักษาส่วนประกอบต่างๆ

สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อ และใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเช็ดทำความสะอาดชนิดเปียกให้ปลอดภัยนั้น ผู้บริโภคควรเลือกที่มีฉลาก ระบุชื่อส่วนผสม วิธีใช้ ที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า และวันเดือนปีที่ผลิตชัดเจน ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ หรือมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีกลิ่นปกติ สีเปลี่ยน มีรอยด่างดำ เป็นต้น

พร้อมสังเกตส่วนประกอบสำคัญโดยละเอียด หากมีประวัติการแพ้สารใดมาก่อน และควรเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในที่แห้งและเย็น เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน มีการปนเปื้อนแบคทีเรีย ยีสต์ รา หรือเชื้อก่อโรคอื่นๆ ทำให้เกิดอันตราย โดยเฉพาะเมื่อใช้กับเด็กหรือบริเวณผิวบอบบางรอบดวงตา ผิวที่อักเสบ มีสิว หรือมีบาดแผล จะมีความเสี่ยงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดได้

ทั้งนี้ หากใช้เครื่องสำอางแล้วมีอาการแพ้ เป็นผื่นแดง บวม อักเสบ ต้องหยุดใช้เครื่องสำอางชนิดนั้นๆ และไปพบแพทย์ทันที

มีอยู่จริง! 3 อาหารหมักดอง ดีต่อสุขภาพ ดูแลลำไส้

Kimchi korea food on the table

ไม่ว่าใครที่ได้ยินคำว่า อาหารหมักดอง มักนึกถึงการถนอมอาหารด้วยเกลือ หรือน้ำตาลเป็นจำนวนมาก โซเดียมก็สูง รสชาติก็หวานเค็มเข้มข้น จะไปดีต่อสุขภาพได้อย่างไร

แต่อาหารหมักดองที่ดีต่อสุขภาพมีอยู่จริง และหลายคนก็รู้จักกันดีด้วย ว่าแล้วก็ตาม Sanook! Health ไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1. ข้าวหมาก

อาหารไทยที่อยู่คู่คนไทยมานานแสนนาน หลายคนชอบทาน แต่หลายคนก็เบือนหนาหนี แต่หากทราบว่าข้าวหมากที่มีทั้งยีสต์ และรา ช่วยย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล จนเกิดเป็นแอลกอฮอล์อ่อนๆ นี้ ระหว่างขบวนการทำข้าวหมาก ดันเกิดแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพขึ้นมา เป็นโปรไบโอติกที่ช่วยบำรุงการไหลเวียนของโลหิต โดยเฉพาะกับผู้หญิง ที่จะช่วยให้ผู้หญิงที่ขี้หนาว กลับมีร่างกายที่อบอุ่นแข็งแรงขึ้นมาได้ คราวนี้ข้าวหมากคงถูกผู้หญิงหลายคนกว้านซื้อแน่นอน

2. ถั่วหมัก

ใครที่เป็นคออาหารญี่ปุ่น อาจจะรู้จักถั่วหมักในนามของ “นัตโตะ” จุลินทรีย์ในถั่วหมักจะช่วยเพิ่มการทำงานของกระเพาะอาหาร ให้ช่วยย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น แถมช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วย

3. กิมจิ

ผักดองสีแดงๆ ที่เป็นเครื่องเคียงหลักของอาหารเกาหลี ไม่ได้ทานเพื่อตัดเลี่ยน หรือเป็นการถนอมอาหารแต่เพียงอย่างเดียว ผักอันหลากหลายของกิมจิช่วยเพิ่มวิตามินให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร มีโปรไบโอติกที่ช่วยบำรุงลำไส้ และเป็นหนึ่งในอาหารที่มีโปรไบโอติกสูงมาก หรือพอๆ กับโยเกิร์ตเลยทีเดียว

เมื่อพูดถึงโยเกิร์ตที่เหล่าคนรักสุขภาพนิยมทานกันเป็นว่าเล่น อย่าลืมว่าโยเกิร์ตก็ถือว่าเป็นอาหารหมักดองได้เหมือนกัน เพราะมีจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย ที่เกิดจากกระบวนการในการทำโยเกิร์ตที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังนั้นอย่าเข้าใจอาหารหมักดองว่าเป็นตัวทำลายสุขภาพ หากไม่ใช่การดองเค็ม ดองหวาน ก็สามารถเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างน่าเหลือเชื่อเช่นกัน

“ข้าวไรซ์เบอรี่” ต้านสารพัดโรคร้าย บำรุงร่างกาย

purple rice-berry

“ข้าวไรซ์เบอรี่” ต้านสารพัดโรคร้าย บำรุงร่างกาย

ข้าวไรซ์เบอรี่ ถือเป็นอีกพันธุ์ข้าวหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพ ออกกำลังกายและลดน้ำหนัก ซึ่งจริงๆ แล้วข้าวไรซ์เบอรี่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันมีการนำไปแปรรูปเป็นขนมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คุ้กกี้ ข้าวตัง ทำไมถึงได้รับความนิยมขนาดนี้น่ะหรอ ตาม Sanook! Health มาดูประโยชน์ดีๆ ของเจ้าข้าวนี้กันเลย

ข้าวไรซ์เบอรี่ คืออะไร ?

ข้าวไรซ์เบอรี่เป็นข้าวที่เกิดจากการผสมระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลและข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทำให้กลายเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์สายพันธ์ใหม่ มีลักษณะเป็น สีม่วงเข้ม เรียวยาว และผิวมันวาว เมล็ดมีความคล้ายคลึงกับข้าวเจ้า สามารถปลูกได้ตลอดปี ในด้านคุณค่าทางอาหารของข้าวไรซ์เบอรี่ถือว่ามีอยู่ครบถ้วน เนื่องจากผ่านการขัดสีแค่บางส่วน

มีประโยชน์อะไรบ้าง ?

– สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวสายพันธ์อื่นๆ

ข้าวไรซ์เบอรี่ถือเป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะมากๆ ซึ่งหมายความว่า หากใครทานข้าวชนิดนี้บ่อยๆ โอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งนั้นน้อยมาก

– ป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน สมองเสื่อม

ในข้าวไรซ์เบอรี่ มีวิตามินและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น เบต้าแคโรทีน วิตามินอี วิตามินบี1โอเมก้า3 สังกะสี ธาตุเหล็ก และอื่นๆ อีกเพียบ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เองที่จะช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงประสาท คอยช่วยต่อต้านโรคร้ายที่จะเกิดขึ้นกับเรา เหมือนมีบอดี้การ์ดส่วนตัวเลยว่ามั้ยล่ะ

– ลดระดับไขมันและคลอเรสเตอรอล

เส้นใยอาหารหรือ Fiber ในข้าวไรซ์เบอรี่ถือว่ามีอยู่สูงมากๆ ซึ่งเจ้าเส้นใยนี่แหละที่จะมาช่วยลดไขมันและคลอเรสเตอรอลของคุณให้น้อยลง ยิ่งถ้าเป็นคนชอบออกกำลังกายด้วยล่ะก็ ยิ่งเห็นผลเลยล่ะ นอกจากนั้นยังช่วยควบคุมน้ำหนักและขับถ่ายไปในตัวด้วยนะจะบอกให้

เห็นเมล็ดข้าวสีแปลกๆ ม่วงๆ ดำๆ แบบนี้ แต่ประโยชน์นี่ทำเอาอยากจะรีบออกไปซื้อมาทานเลยทีเดียว ไม่ต้องห่วงเรื่องรสชาติเลย เพราะมันทั้งหอมมันและเหนียวนุ่ม สุขภาพที่ดีอยู่ในมือคุณแล้ว อย่าลืมหามาทานกันล่ะ

เผยผลวิจัย กินมะรุมลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

 

 

cimg6421

ถ้าพูดถึง “โรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก” เป็นโรคที่มีสถิติจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ซึ่งจากกระแสข่าวในโซเชียลมีเดีย มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจในการบริโภคแคปซูลมะรุมเพื่อรักษามะเร็ง นักโภชนาการแนะ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคมะรุมในปริมาณสูง โดยเฉพาะในรูปแบบแคปซูล

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยผลการศึกษาวิจัย “คุณสมบัติในการต้านภาวะการอักเสบของมะเร็งลำไส้ใหญ่ของฝักมะรุมต้ม” โดยการทดสอบในหนูทดลอง พบว่า การบริโภคฝัก “มะรุม” สามารถช่วยลดความรุนแรง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ซึ่งการบริโภคในปริมาณที่น้อย กลับให้ผลดีกว่าการบริโภคผงฝักมะรุมต้มในปริมาณที่มากเกินไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ รองผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำว่าควรบริโภคมะรุมในรูปแบบอาหาร เช่น อาหารพื้นบ้านอย่าง แกงส้มมะรุม ยำมะรุม หรือ การต้มฝักมะรุมกินกับน้ำพริก เพื่อช่วยรักษาและป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการบริโภคมะรุมในรูปแบบแคปซูล หรือ แบบผงเข้มข้น เพราะเมื่อกินอย่างต่อเนื่องในปริมาณสูง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นพิษในร่างกายได้

นอกจาก สรรพคุณของ “มะรุม” จะช่วยบรรเทาอาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว “มะรุม” ซึ่งอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีนและกรดไขมันสูง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งจากผลวิจัยยังพบอีกว่า น้ำมันที่อยู่อยู่ในเมล็ดมะรุม สามารถรักษาโรคข้างเคียงเกี่ยวกับผิวหนัง ลดความดันโลหิต และส่วนต่าง ๆ ของมะรุมยังรักษาโรคไขข้ออักเสบหรือรูมาตอยด์ได้อีกด้วย

ผอ.รพ.บางสะพาน เผยเหตุผลที่ ตูน บอดี้สแลม มาวิ่งระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์

66017fe4-37dc-43d3-8acc-230b069b214aผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน เผยที่มาโครงการ “ก้าวคนละก้าว” เดิมทีจะจัดวิ่งการกุศลนำเงินซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ปลื้มใจ ตูน บอดี้สแลม อาสาเป็นแกนนำวิ่งระดมทุน

นายแพทย์เชิดชาย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยถึงที่มาของโครงการ “ก้าวคนละก้าว” หลังเป็นที่โด่งดัง เมื่อนักร้องหนุ่ม “ตูน บอดี้สแลม” อาสาเป็นแกนนำวิ่งระดมทุนหาเงินซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเดิมทีทางโรงพยาบาลต้องการที่จะจัดวิ่งการกุศลเพื่อกระตุ้นให้คนหันมาออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะป้องกันโรคได้ดีกว่าการรักษาเท่านั้น ตั้งใจที่จะเชิญชวน ตูน บอดี้สแลม มาร่วมเป็นกระบอกเสียง เนื่องจากทราบว่าเขามีบ้านอยู่ที่บางสะพาน และเห็นว่าเป็นคนชอบออกกำลังกาย เพื่อจะนำเงินส่วนหนึ่งที่เหลือจากการจัดการวิ่งการกุศลก็จะนำมาซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

แต่เมื่อมีการชักชวน ตูน บอดี้สแลม เข้าร่วม เขาก็ยินดีอาสาที่จะวิ่งด้วยตัวเองเพื่อระดมทุนเพื่อให้ได้มากที่สุด เนื่องจากตูนคิดว่าการจัดวิ่งการกุศลที่เต็มรูปแบบอาจต้องใช้งบประมาณมาก ถ้าหากต้องการระดมทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายนั้นอาจจะเหลือไม่มาก จึงอาสาลงแรงวิ่งระดมทุนเองดังกล่าวด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ยอดเงินบริจาคล่าสุด รวมกว่า 40 ล้านบาทแล้ว

ที่สุดในโลก!กระทะกวนข้าว “อาซูรอ” ใบยักษ์ใหญ่กว่า 10 เมตร ริบลีส์ฯบันทึกสถิติ

rfjkgเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 พ.ย. ที่โรงเรียนศรีชีวันวิทยา บ้านเจาะกาโป หมู่ที่ 6 ต.ท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการ ศอ.บต. เดินทางมาเป็นประธานในกิจกรรมอาซูรอสัมพันธ์ ประจำปี 2559 ซึ่งเป็นการกวนอาซูรอในกระทะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีนายมะซุบรี สะอุโซะ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีชีวันวิทยา นายพงพันธ์ ยมมาศ นายอำเภอรามัน นายเจษฎา จิตรัตน์ ปลัดจังหวัดยะลา พันเอก สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 หัวหน้าส่วนราชการ พี่น้องประชาชนนับหมื่นคน เข้าร่วมกิจกรรม

ทั้งนี้ ในงานยังมีตัวแทนของ พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ “เชื่อหรือไม่” (Ripley’s Thailand) พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของโลก มอบเกียรติบัตรรับรองว่า กระทะที่ใช้กวนอาซูรอในครั้งนี้เป็นกระทะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่มีการจดบันทึกสถิติ โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10.2 เมตร

นายมะซุบรี เปิดเผยว่า สำหรับกิจกรรมอาซูรอสัมพันธ์ ประจำปี 2559 มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อรำลึกถึงวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม คือวันอาซูรอซ์ ซึ่งตรงกับวันที่ 10 เดือนมูฮัรรอมปีอิจเราะห์ศักราชของทุกปี เพื่อสร้างแสดงถึงความรักความสมัครสมานสามัคคี ของประชาชนในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อร้อยรวมดวงใจทุกดวงของประชาชนทุกหมู่เหล่าในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาร่วมแสดงความรักสมัครสมานสามัคคี รักและอาลัยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในหลวงของเรา โดยการรวบรวมเครื่องอุปโภคบริโภคมาร่วมกิจกรรมกวนอาซูรอในกระทะใหญ่ที่สุดในโลก แสดงถึงการรวมหัวใจทุกดวงที่มีความรักและอาลัยต่อพระองค์ท่านด้วย

การกวนข้าวอาซูรอเริ่มด้วยการที่เจ้าภาพประกาศเชิญชวนนัดหมายให้ชาวบ้านทราบว่า จะมีการกวนข้าวอาซูรอกันที่ไหน เมื่อใด เมื่อถึงกำหนดนัดหมายชาวบ้านก็จะนำอาหารดิบ เช่น เผือกมัน ฟักทอง มะละกอ กล้วย ข้าวสาร ถั่ว เป็นต้น มารวมเข้าด้วยกันแล้วปอกหั่น ตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นนำเครื่องปรุง เช่น ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ผักชี ยี่หร่า เกลือ น้ำตาล กะทิ เป็นต้น มาเป็นเครื่องผสมโดยหั่นตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ เช่นเดียวกัน สำหรับกะทิจะคั้นเฉพาะน้ำมาผสม

วิธีกวน นำกะทะใบใหญ่ตั้งไฟ มีไม้พายสำหรับคนขนมอาซูรอ หลังจากตั้งกะทะบนเตา คั้นน้ำกะทิใส่ลงไป ตำหรือบดเครื่องแกงหยาบๆ ใส่ลงในน้ำกะทิ เมื่อกะทิเดือดใส่อาหารดิบต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว คนด้วยไม้พายจนกระทั่งทุกอย่างเปื่อยยุ่ย กวนต่อไปจนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อแห้งได้ที่แล้วตักใส่ถาด โรยหน้าด้วยไข่เจียวหั่นบางๆ หรืออาจโรยหน้ากุ้ง เนื้อสมัน ปลาสมัน ผักชี หอมหั่นฝอย แล้วแต่รสนิยมของท้องถิ่น แล้วตัดเป็นชิ้นๆ แจกจ่ายกันรับประทาน

นักท่องเที่ยวแห่ขึ้น ‘สกายวอล์ก’ หนองคาย ชมทะเลหมอกหน้าหนาว

hjpl

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงหน้าหนาวของจังหวัดหนองคาย เป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะบริเวณวัดผาตากเสื้อ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย มีนักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอกที่สกายวอล์ก จุดชมวิวกระจกใส แห่งแรกของประเทศไทย ที่วัดผาตากเสื้อ หลังทะเลหมอกเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดสัปดาห์

โดยบรรยากาศการท่องเที่ยวในจังหวัดหนองคาย แม้ว่าจะไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ยังคงคึกคักเป็นพิเศษ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเริ่มเดินทางมาเข้ามาท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดหนองคายมากขึ้น เป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นสบาย โดยเฉพาะในจุดชมทะเลหมอกในอำเภอสังคมจังหวัดหนองคาย ซึ่งนอกจากภูห้วยอีสัน ต.บ้านม่วง อ.สังคม จะเป็นจุดที่ชมทะเลหมอกเหนือลำน้ำโขงและชมพระอาทิตย์ที่ขึ้นเหนือทะเลหมอกที่สวยงามสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวแล้ว สกายวอล์ค จุดชมวิวกระจกใส แห่งแรกของประเทศไทย ที่วัดผาตากเสื้อ อำเภอสังคม ก็เป็นจุดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมทะเลหมอกกันเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก แต่สามารถเดินทางไปชมได้อย่างสะดวก เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่ชอบความลำบาก ซึ่งตลอดสัปดาห์มีทะเลหมอกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง